ก้าวสู่เวทีถ่ายภาพระดับโลกกับโครงการประกวดภาพถ่ายนานาชาติ
ของนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย

ขอเชิญผู้ที่รักการถ่ายภาพร่วมส่งผลงานเข้าประกวด “National Geographic International Photography Contest 2008” เพื่อค้นหาสุดยอดภาพถ่ายระดับ
ประเทศ 3 ประเภท ได้แก่ ภาพบุคคล ภาพธรรมชาติ และภาพทิวทัศน์ ชิงรางวัลเงินสด 30,000 บาท ตั๋วเครื่องบินไปกลับ กรุงเทพฯ ภูเก็ต รางวัลละ 2 ที่นั่ง พร้อมประกาศนียบัตร

นอกจากนี้ ภาพถ่ายที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศทุกประเภท ยังได้เข้าร่วมชิงชัยกับ ผู้ชนะจากประเทศต่างๆทั่วโลก เจ้าของภาพถ่ายที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการ
ประกวดภาพถ่ายนานาชาติ จะได้รับตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพ-สหรัฐอเมริกา จากสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา
 
ผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมการประกวด
ผู้อ่านนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย และผู้สนใจทั่วไป
ช่างภาพสมัครเล่น หรือช่างภาพอาชีพ (ถ้าผู้ส่งภาพเข้าประกวดมีรายได้จากการขายภาพถ่ายมากกว่าร้อยละ 50 ของรายได้ทั้งหมด จะต้องระบุประเภทไว้ในใบสมัคร
    ว่าเป็นช่างภาพอาชีพ)
**พนักงานของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก และครอบครัว และผู้มีส่วนในการจัดการประกวดไม่มีสิทธิ์ส่งประกวด**
 
สิ่งที่ต้องส่งเข้าประกวด
ภาพถ่ายสีหรือขาวดำ ขนาดไม่ต่ำกว่า 12 x18 นิ้ว ถ่ายด้วยกล้องฟิล์มหรือกล้องดิจิทัล (อย่างใดอย่างหนึ่ง) พร้อมฟิล์มหรือไฟล์ต้นฉบับ
กรณีถ่ายด้วยกล้องฟิล์ม ให้ส่งภาพถ่ายพร้อมแนบสำเนาสไลด์หรือฟิล์ม 35 มม.โดยแผ่นสไลด์ต้องใส่กรอบกระดาษแข็งหรือกรอบพลาสติกขนาด 2 x2 นิ้ว
กรณีถ่ายด้วยกล้องดิจิทัล ให้ส่งภาพถ่ายพร้อมแนบไฟล์โดยไรต์ใส่แผ่นซีดี เป็นไฟล์ JPEG ขนาดความละเอียดของภาพไม่ต่ำกว่า 6 ล้านพิกเซล ความละเอียด 300 dpi
ภาพใดที่ได้รับการคัดเลือก เราจะขอ RAW File ภายหลัง
ผู้ประกวดสามารถส่งภาพถ่ายได้ประเภทละ 1 ภาพเท่านั้น
ส่งใบสมัครให้ครบถ้วนพร้อมกับผลงานที่ส่งเข้าประกวด โดยเขียนคำบรรยายภาพสั้นๆ มาด้วย
กรณีส่งประกวดประเภทภาพถ่ายบุคคล ภาพที่ได้รับคัดเลือกต้องได้รับอนุญาตจากบุคคลในภาพนั้นด้วย
 
หลักเกณฑ์และเงื่อนไข
ผู้ส่งประกวดต้องระบุชื่อ ที่อยู่ บนขอบสไลด์ทุกแผ่น หรือหลังภาพถ่ายทุกภาพ
ภาพถ่ายต้องมีอายุไม่เกิน 3 ปี และไม่เคยได้รับการตีพิมพ์มาก่อน
ภาพถ่ายที่มีการปรับแต่ง และภาพถ่ายที่เคลือบพลาสติกหรือใส่กรอบ จะไม่ได้รัการพิจารณา
ผู้ส่งผลงานต้องเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพถ่ายทุกภาพที่ส่งเข้าประกวด
ผู้จัดการประกวดขอสงวนสิทธิไม่ส่งผลงานคืนให้ผู้เข้าประกวด
ผู้ชนะการประกวดต้องยินยอมให้ผู้จัดการประกวดและสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ตีพิมพ์ภาพถ่ายในนิตยสาร สื่อสิ่งพิมพ์ เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนสื่อประชาสัมพันธ์
ต่างๆ ของนิตยสารและสมาคมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น
 
ประเภทการประกวด
1. บุคคล 2. ทิวทัศน์หรือสถานที่ 3. ธรรมชาติ
หมายเหตุ: ผลงานประกวดที่ไม่เป็นไปตามกติกาการประกวดข้างต้นจะไม่ได้รับการพิจารณา
 
กำหนดการ
หมดเขตรับผลงาน : 19 กันยายน 2551
วันตัดสินผลงาน : 26 กันยายน 2551
ประกาศผลอย่างเป็นทางการ: 1 ตุลาคม 2551
 
รางวัลชนะเลิศ
3 รางวัล เป็นเงินรางวัลละ 30,000 บาท/ประเภท พร้อมประกาศนียบัตร
ตั๋วเครื่องบิน ไป-กลับ กรุงเทพฯ ภูเก็ต รางวัลละ 2 ที่นั่ง
ผู้ชนะแต่ละประเภทจะได้ส่งภาพเข้าชิง “National Geographic International Photography Contest 2008” และลุ้นตั๋วเครื่องบินกรุงเทพ-สหรัฐฯ
 
สถานที่ส่งผลงาน
กองบรรณาธิการนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก (ฉบับภาษาไทย)
บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)
65/101-103 หมู่ 4 ถ.ชัยพฤษ์ แขวงตลิ่งชัน กทม. 10170
(วงเล็บมุมซองว่า “ประกวดภาพถ่าย”)
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ngthai.com
สอบถามรายละเอียด: โทร.0-2422-9999 ต่อ 4132-4135 , 4700
 
 
 
ช่างภาพเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก แมกกี สตีเบอร์ เป็นโค้ชการถ่ายภาพแนวบุคคลของคุณ
 
เคล็ดลับถ่ายภาพ
คุยกับผู้คนด้วยความนอบน้อมและกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ แล้วคุณจะไม่ต้องถ่ายภาพอย่าง“หลบๆซ่อนๆ”
ใช้กล้องดิจิทัลเพื่อให้คนที่คุณถ่ายได้เห็นภาพของตนเอง แล้วคุณจะทำงานง่ายขึ้น
ระวังแสงจากด้านหลัง เว้นแต่ว่าคุณตั้งใจให้ภาพออกไปในแนวเงาทึบ (Silhouette)
รู้จักพลิกแพลง เช่น ให้คนที่เป็นแบบอยู่มุมภาพ ถ่ายจากมุมต่างๆ และลองใช้แนวทางสร้างสรรค์ใหม่ๆ
ทำตัวราวกับล่องหน นั่นคือ ย่องเหมือนแมว แต่งตัวให้เหมาะสม และพกอุปกรณ์แต่น้อย
 
          มกกี สตีเบอร์ หลงใหลการถ่ายภาพผู้คน ตั้งแต่ตอนที่เธอตัดสินใจว่า การเป็นครูสอนภาษาฝรั่งเศสช่างไม่น่าตื่นเต้นเอาเสียเลย เธอบอกว่า “ในฐานะช่างภาพ เราขอให้ผู้คน
เปิดเผยตัวตนและความรู้สึกออกมาต่อหน้าเราและโลก เราจึงควรเข้าหาผู้คนด้วยความนอบน้อมถ่อมตน และควรเตรียมใจที่จะเผยความรู้สึกของเราต่อคนอื่นเช่นกัน” เธอเสริมว่า
“การใช้เวลาอยู่กับผู้คนจะช่วยสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และแสดงให้เห็นว่าคุณสนใจพวกเขาจริงๆ”

          การค้นคว้าเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์จะช่วยเพิ่มมิติให้กับภาพถ่ายอีกด้วย แมกกีบอกว่า“ศิลปะและวรรณกรรมจะทำให้คุณรู้ว่า อะไรทำให้คนกลุ่มหนึ่งมีความ
พิเศษแตกต่าง จงเดินทางด้วยใจที่เปิดกว้าง ปราศจากอคติ และปล่อยให้ผู้คนสอนคุณ เหมือนตอนที่ฉันไปเฮติเพื่อถ่ายภาพเมืองที่ตกอยู่ในความไม่สงบ แต่เพราะฉันอ่านเกี่ยวกับ
วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของที่นั่นมาก่อน ฉันจึงค้นพบว่าผู้คนที่นั่นมีความงดงาม ความลี้ลับ และเปี่ยมจินตนาการ ชาวเฮติอยู่ได้ด้วยไหวพริบ พวกเขามองทะลุถึงจิตใจคุณ และ
เมื่อฉันตั้งใจฟัง จึงได้พบว่าพวกเขามีบุคลิกหลายหลาย ทั้งขี้เล่น อ่อนโยน และดุดัน ทุกคนต่างตื่นเต้นที่จะบอกเล่าเรื่องราวของตนเอง”

          สตีเบอร์เห็นผู้คนมาแล้วสารพัด ทั้งคนร่ำรวย คนยากจน ผู้ทรงอิทธิพล และคนเล็กคนน้อย เธอทิ้งท้ายว่า “การถ่ายภาพบุคคลทำให้ฉันได้เห็นโลกในแง่มุมอันพิเศษหลากหลาย
ทำให้ชีวิตฉันรุ่มรวยขึ้น เพราะผู้คนเหล่านั้นให้ฉันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเขาค่ะ”
 
เกี่ยวกับภาพถ่าย
          นักชีววิทยา เฟอร์นันโด นอตเทอโบห์ม ผู้ศึกษาเกี่ยวกับความทรงจำของนก ร่วมมือกับสตีเบอร์ในการถ่ายภาพที่น่าประทับใจเช่นภาพนี้ “นี่เป็นการถ่ายภาพที่สื่อถึง
วิทยาศาสตร์ทางอ้อม พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นการเติมแง่มุมความเป็นมนุษย์ให้กับวิทยาศาสตร์” สตีเบอร์ซึ่งมีพ่อแม่เป็นนักวิทยาศาสตร์ทั้งคู่ กล่าว

ทำความรู้จักกับแมกกี สตีเบอร์และผลงานของเธอได้ที่ www.maggiesteber.com
 
 
 
ช่างภาพเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก โจเอล ซาร์โทรี เป็นโค้ชการถ่ายภาพแนวธรรมชาติของคุณ
 
เคล็ดลับถ่ายภาพ
สอดส่ายสายตาอย่าให้มีสิ่งแปลกปลอมมากวนภาพ ไม่ว่าจะเป็นเสาไฟ สายโทรศัพท์ หรือรั้ว เพราะนั่นจะลดทอนความงามของธรรมชาติ
เก็บภาพภูมิทัศน์แต่ละแห่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของวัน โดยมากจะเป็นในช่วงเช้าตรู่หรือก่อน พระอาทิตย์ตก ตอนที่แสงเงาดูมีมิติ
ก่อนลงมือถ่าย ลองหันไปรอบๆ และเลือกทิศทางของแสงที่ดีที่สุด
เลือกมุมมองที่ดีที่สุดในการถ่าย ไม่ว่าจะเป็นระดับสายตา มุมสูง หรือจากมุมต่ำ
ลืมแฟลชไปได้เลย เพราะถ้าใช้ไม่ถูกวิธี ภาพนั้นจะไร้อารมณ์ความรู้สึก
 
          จเอล ซาร์โทรี เป็นนักเล่าเรื่องตัวยง ภาพของเขาบอกเล่าเรื่องราวที่สะเทือนใจ ไม่ว่าจะเป็นฉากการไล่ล่าของหมีกริซลีจอมโหดในมอนแทนา หรือช่วงเวลาอันยากลำบาก
ของหมีขั้วโลกในอะแลสกา เขาบอกว่า “มนุษย์เราใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เราควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระนั้นธรรมชาติก็อยู่ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด ภาพถ่ายของผม
ต้องการจะบอกว่า ‘นี่ ทุกคน อย่าละเลยธรรมชาตินะ เพราะคุณนั่นแหละที่จะได้รับผลจากการกระทำนั้น”

          ซาร์โทรีจะคอยมองหาองค์ประกอบที่ทำให้ภาพถ่ายบอกเล่าเรื่องราวได้มากขึ้น เช่น ภาพหมีขั้วโลกในอะแลสกาภาพนี้ สามารถเชื่อมโยงให้เห็นถึงความเปราะบางของ
สภาพแวดล้อมในทวีปแอนตาร์กติก ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่ง การอพยพย้ายถิ่นของวาฬ สัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ และภาวะโลกร้อน เขาเล่าว่า “เจ้าหมีขั้ว
โลกไม่สนใจหรอกว่าคุณทำงานให้ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก คุณต้องเคารพและอย่าไปรบกวนพวกมันเช่นเดียวกับการถ่ายภาพสัตว์อื่นๆทุกชนิด ภาพสัตว์ที่กำลังวิ่งหนีช่างภาพ
ไม่ใช่ภาพที่ดีหรอกครับ”

          ซาร์โทรีแนะนำว่า “ควรถ่ายภาพตามความเป็นจริง หมีของผมเนื้อตัวมอมแมมและอยู่ไม่สุข แต่นั่นคือสิ่งที่มันเป็นจริงๆ นอกเหนือจากนี้แล้ว ภาพถ่ายจะเป็นตัวบอกเล่า และ
ร้อยเรียงเรื่องราวต่างๆเอง”
 
เรื่องเล่าจากธรรมชาติ
          ผลงานของโจเอล ซาร์โทรี มุ่งเน้นระบบนิเวศที่ถูกคุกคามและสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ เขาบอกว่า “ลองถามตัวเองเสมอสิครับว่า สิ่งนี้น่าสนใจพอหรือเปล่า ภาพทุกภาพจะต้อง
เร้าอารมณ์ บอกเล่าเรื่องราว กระตุ้นความคิด และมีองค์ประกอบภาพที่ดี”

ทำความรู้จักกับโจเอล ซาร์โทรี และผลงานของเขาได้ที่ www.joelsartore.com

 
 
 
ช่างภาพเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก จอร์จ สไตน์เมตซ์ เป็นโค้ชการถ่ายภาพแนวสถานที่/ทิวทัศน์ของคุณ
 
เคล็ดลับถ่ายภาพ
คิดเสมอว่ากล้องถ่ายภาพเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่ง ไม่ใช่ของศักดิ์สิทธิ์ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าฝนจะตกหรือพายุจะมา จงถ่ายภาพเข้าไว้ ภาพถ่ายย่อมสำคัญกว่ากล้อง
ถ่ายภาพแต่ละสถานที่ให้ได้มากที่สุดไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร
ถ่ายภาพตามสภาพความเป็นจริง ไม่ใช่สิ่งที่คุณคิด ปล่อยให้แต่ละสถานที่บอกเล่าเรื่องราวของตน
เลนส์มุมกว้างช่วยเพิ่มบริบทของภาพโดยการเก็บภูมิทัศน์โดยรอบ ขณะที่เลนส์ซูมช่วยแยกสิ่งที่ต้องการถ่ายออกมาได้
อุปกรณ์มากมายไม่ได้ช่วยให้คุณถ่ายภาพได้ดีเสมอไป เพราะฉะนั้นนำไปเฉพาะที่จำเป็นเพื่อความคล่องตัว
 
          อร์จ สไตน์เมตซ์ เข้าเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยได้ครึ่งทาง เขาก็สะพายกล้องและเริ่มออกเดินทางท่องโลก ด้วยการโบกรถจากลอนดอนไปถึงซาอีร์ จอร์จหลงเสน่ห์ดินแดน
ห่างไกลที่เดินทางผ่าน และบอกตัวเองว่าจะต้องกลับไปอีกให้ได้ เพื่อถ่ายภาพภูมิประเทศเหล่านี้ในแบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เขาเท้าความหลังว่า “ผมฝันมานานแล้วว่าอยากถ่าย
ภาพภูมิทัศน์อันรกร้างจากเบื้องบน” หลายปีต่อมา สไตน์เมตซ์ก็พบคำตอบในพารามอเตอร์ นับแต่นั้นเขาก็ได้บันทึกภาพสถานที่ต่างๆ ทั้งทะเลทรายสะฮารา แอนตาร์กติกา เมืองจีน
และอัลติปลาโน ในอเมริกาใต้ จอร์จอธิบายว่า “คุณจะได้เห็นอะไรที่แปลกใหม่จากเบื้องบน ไม่ว่าจะเป็นอาคารบ้านเรือน ทางเดินของอูฐ สถานที่ประกอบพิธีกรรม และลวดลายใน
แสงเงายามเช้าตรู่” จอร์จพูดถึงประสบการณ์การถ่ายภาพเหนือที่ราบสูงอัลติปลาโนของโบลิเวียว่า “การขับรถข้ามทะเลเกลือ ซาลาร์เดอูยูนีในโบลิเวีย ก็เหมือนกับการแล่นเรือ
ลำเล็กๆบนทะเลสีขาวอันกว้างใหญ่ไพศาลนั่นละครับ เวลาถ่ายภาพจากเบื้องบน คุณจะรับรู้ได้ถึงมิติความกว้างใหญ่ของสถานที่ครับ”
 
ทิวทัศน์จากมุมสูง
          พารามอเตอร์ที่มีความคล่องตัวสูงช่วยให้จอร์จ สไตน์เมตซ์ มองเห็นภูมิประเทศเบื้องล่างจากมุมมองที่น่าตื่นตาตื่นใจ ภาพที่ถ่ายในยามเช้าตรู่นี้จับภาพเงาของขบวนอูฐ
บนทะเลทรายใกล้ๆกับ วาดีมีตานในประเทศโอมาน

ทำความรู้จักกับจอร์จ สไตน์เมตซ์ และผลงานของเขาได้ที่ www.georgesteinmetz.com
Top